สติปัฏฐาน๔ วิปัสสนา

[:th]สอนกลุ่มเด็กหัวกะทิ[:]

logo-ชมรม-TH-2014-200
[:th]

คืนวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๕๕ ศัลยแพทย์นพวัช สมานคติวัฒน์ ได้เชิญดิฉันให้สอนเด็ก ม. ๖ จำนวน ๖๐ คนที่โรงพยาบาลราชบุรี เด็กกลุ่มนี้เป็นเด็กชั้นหัวกะทิที่ถูกคัดเลือกจากอำเภอและจังหวัดต่างๆในแถบราชบุรีเพื่อมาเข้าค่าย เรียนรู้เพื่อเตรียมการสอบเข้าสู่คณะแพทย์ศาสตร์ โดยปีที่ ๓-๕ จะเรียนภาคปฏิบัติในโรงพยาบาลราชบุรี จะมีเด็กที่ถูกคัดเลือกเพียง ๑๘ คนเท่านั้น

   เมื่อดิฉันรับทราบที่มาที่ไปของเด็กกลุ่มนี้แล้ว ก็เข้าใจดีทีเดียวว่าเด็กกลุ่มนี้จะต้องมีความเครียดและความกดดันมากเพียงใด จึงคิดว่า ภายในเวลาเพียงสองชั่วโมงเศษๆที่ดิฉันอยู่กับเด็กกลุ่มนี้ ดิฉันจะต้องพยายามให้ “สิ่งที่ดีที่สุด” แก่ชีวิตให้พวกเขา ไม่ว่าเขาจะสอบเข้าเรียนแพทย์ได้หรือไม่ได้ก็ตาม พวกเขาจะต้องสามารถใช้วิชาความรู้ที่ดิฉันจะให้กับพวกเขานี้ และจะอยู่ติดตัวพวกเขาไปจนวันตาย  

   ดิฉันจึงไม่เสียเวลากับภาคทฤษฎีมากนัก ใช้เวลาเพียง ๑๐ นาทีอธิบายให้เขารู้เรื่องการคลายเครียดโดยใช้เครื่องมือและรูปภาพของดิฉัน โดยให้รู้จักตัวกาย ตัวใจ และการกินยาแก้ทุกข์ทันที เนื่องจากการสอนเริ่มที่เวลาประมาณเกือบสองทุ่มแล้ว จึงเห็นเด็กบางคนง่วง นั่งสัปหงกตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มพูด พร้อมในห้องก็เปิดแอร์เย็นเจี๊ยบปานอยู่ขั้วโลก เด็กๆบางคนก็เอาผ้าห่มนวมมาคลุมตัวและขา พร้อมจะนอนอย่างสบาย ดิฉันจึงรีบพาเข้าสู่ภาคปฏิบัติโดยให้เด็กตบๆ ตีๆ ตั้งแต่ใบหน้าถึงต้นขา และสอนให้พวกเขาหัดกินยาแก้ทุกข์เม็ดสีแดง สีขาว สีฟ้า พร้อมบอกว่านี่คือทักษะการพาตัวใจกลับบ้าน

   ปรากฏว่า การสอนซึ่งมีกิจกรรมหลากหลายควรจะจบที่สามทุ่มนั้น ก็ยืดเยื้อไปเกือบสี่ทุ่มด้วยบรรยากาศที่เด็กๆตื่นตัวอย่างเต็มที่ ครึกครื้น สนุกสนาน ในที่สุด ดิฉันก็ได้ให้เด็กหนุ่มสาวเหล่านี้ฝึกภาคสนามที่จะเอาชนะเจอรี่ตัวความประหม่า กลัว ในการพูดหน้าชั้น โดยเอา “หนูดำ” ตัวใหญ่ของดิฉันโยนไปยังหนุ่มสาวในห้อง  ทำให้หนุ่มสาวทุกคนต้องตื่นตัว มีสติอยู่กับฐานโดยการเคลื่อนลูกประคำและอยู่กับลมหายใจ ก็จะเอาชนะความประหม่าได้ มีหนุ่มสาวชายหญิงถูกเรียกขึ้นมา ๕ คนเพราะ “หนูดำ” ไปตกที่ตัวเขา ทุกคนก็สามารถพูดได้ดี สามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงจากการดูหัวใจเต้นด้วยความประหม่า เห็นว่ามันลดน้อยลงได้อย่างไรเมื่อหายใจลึกๆและอยู่กับฐานของสติโดยการเคลื่อนลูกประคำ

   สำหรับคนสุดท้ายนั้น ดิฉันอยากทดสอบว่าจะมีใครกล้ารับอาสาขึ้นมาพูดเองหรือไม่โดยที่ดิฉันไม่ต้องโยนหนูดำยาง เงียบกริบอยู่หลายวินาที ในที่สุด เด็กหนุ่มชื่อ กร ก็ยกมือขึ้น และสมัครใจขึ้นมาพูดบนเวทีเอง กรมาจากจังหวัดกาญจนบุรี  เริ่มพูดว่า ผมเป็นคนชอบวิ่ง จึงเห็นความสอดคล้องของเรื่องพาตัวใจกลับบ้านที่เรียนในคืนนี้ ดิฉันจึงซักเรื่องการชอบวิ่งของกร เขาจึงพูดต่อว่า สาเหตุที่ชอบวิ่งเพราะไปจีบเพื่อนสาว แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง เพราะความเจ็บปวดจากการอกหักนี่เอง จึงต้องหาอะไรทำเพื่อให้ลืมความเจ็บข้างใน จึงหาทางออกด้วยการวิ่ง วิ่งวันละ ๔ กิโลเมตร และเห็นว่า เมื่อวิ่งแล้ว ร่างกายเหนื่อย ก็สามารถลืมหญิงสาวและความเจ็บปวดข้างในได้ เมื่อมาฟังเรื่องการกินยาแก้ทุกข์และพาตัวใจกลับบ้านในคืนนี้ ผมจึงสามารถประติดประต่อได้ว่า ในขณะที่ผมวิ่งนั้น แท้จริง ผมก็กำลังพาตัวใจกลับบ้านอยู่แล้ว จึงสามารถลืมความทุกข์ใจได้ กรยังพูดแถมอีกว่า ผมดีใจที่รู้เรื่องนี้ เพราะเรื่องวิ่งนั้น หากฝนตก อากาศไม่ดี ผมก็ออกไปวิ่งข้างนอกไม่ได้ แต่สิ่งที่อาจารย์สอนนั้น ผมสามารถทำได้แม้อยู่ในบ้าน 

   ฟังเสียงสะท้อนของกรที่สามารถจับต้นชนปลายและสรุปเรื่องการปฏิบัติสติปัฏฐานได้ชัดเจนเช่นนี้แล้ว ดิฉันก็รู้ว่า การสอนในช่วงระยะเวลาเพียงสองชั่วโมงสั้นๆนี้ ดิฉันก็ได้ “ตกปลาใหญ่ๆ” มาได้อีกตัวหนึ่งแล้ว

  

   สิ่งที่น่าสังเกตอีกเรื่องหนึ่งคือ การหาหนทางดับทุกข์เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์มาก ไม่มีใครชอบทุกข์ ล้วนรักสุข เกลียดทุกข์ทั้งสิ้น แต่การหาทางพ้นทุกข์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนก็ไปกินอาหารที่อร่อย หรือดื่มเหล้า หรือซื้อของ หรือกินยากล่อมประสาทซึ่งเป็นวิธีที่คนทำมากจนยาขายดีเป็นเทน้ำเทท่า สำหรับกรแล้ว การวิ่งออกกำลังกายให้เหนื่อยนั้น คือวิธีการดับทุกข์ของเขา ทำให้เขาลืมความเจ็บปวดที่เป็นแผลขีดข่วนอยู่ในใจ สาเหตุที่ทำให้ลืมความทุกข์ในขณะที่วิ่งก็เพราะตาแห่งสติได้กลับสู่ฐานของสติอันมีลมหายใจที่เหนื่อยหอบ การเคลื่อนไหวของกาย และความรู้สึกส่วนกาย หรือ ตัวใจถูกผลักเข้าบ้านของใจนั่นเอง ทำให้ตัวใจไม่หลงทางอยู่ในป่าดงดิบที่มืดมิดอันคือความทุกข์ใจ   กรเป็นเด็กที่มีปัญญา จึงสามารถเข้าใจกิจกรรมวิ่งของตนเองว่าเป็นเรื่องเดียวกับสติปัฏฐานหรือพาตัวใจกลับบ้าน

[:]