สติปัฏฐาน๔ วิปัสสนา

[:th]หินทับหญ้า กับ ถอนต้นหญ้า[:]

bmsh-logo-en
[:th]การอบรมธรรมที่จุฬาในปี ๒๕๕๕ นี้ มีเด็กหนุ่มอายุ ๑๖ ปี มาเข้าอบรมด้วย โดยคุณพ่อเป็นผู้พามา เนื่องจากห่วงว่า ลูกชายจะพลัดไปติดเรื่องสมถะภาวนามากเกินไป หลังจากการอบรมในครึ่งวันแรก คุณพ่อได้มาเล่าให้ดิฉันฟังว่า “หลังจากที่อาจารย์ให้ตบใบหน้า แขน และต้นขานั้น ผมคิดว่า ลูกชายคงต้องเห็นความเจ็บเหมือนที่ผมและคนอื่นๆเห็น  ผมแปลกใจมาก ที่ลูกบอกว่าเขาไม่สามารถเห็นความเจ็บตามตัวเลย แต่ความเจ็บของเขากลับไปอยู่ข้างในท้อง ทั้งบอกว่าเจ็บปวดในท้องรุนแรงเหมือนจะระเบิดออกมา”แล้วถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับลูกชายของเขา

   หากเด็กอายุเพียง ๑๖ ปี ตบแขนขาของตนเองแรงๆแล้วไม่รู้สึก ไม่เห็นความเจ็บปวดแล้วละก็ แสดงว่าเด็กคนนี้มีพลังสมาธิมากจนกลบความเจ็บเสียหมด และยังแสดงให้เห็นว่า เด็กหนุ่มคนนี้คงต้องปฏิบัติสมถะภาวนามาตั้งแต่อดีตชาติแล้ว จึงมีของเก่าติดมาและชาตินี้ก็มาต่อยอดเรื่องสมถะภาวนาอีก ความห่วงใยของพ่อเป็นเรื่องถูกต้อง เพราะหากลูกชายออกจากสมถะไม่ได้ เมื่อตายไป ก็จะไปติดอยู่ที่พรหมโลกนานมาก  เมื่อกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก อาจจะไม่ได้พบพระพุทธศาสนา ที่สอนเรื่องการออกจากสังสารวัฏ หรือการแหกคุกชีวิต พระพุทธเจ้าหลังการตรัสรู้จึงรีบช่วยครูบาอาจารย์สองท่านคือ อสิตดาบสและอุทกดาบส ที่ปฏิบัติสมถะภาวนา คือ การเข้าฌานในระดับสูงๆเช่น อากาสานัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ ฯลฯ ซึ่งล้วนไม่ได้ช่วยให้หลุดพ้นจากความทุกข์  จนถึงนิพพานได้  เรื่องสมถะภาวนาเป็นวัฒนธรรมทางจิตวิญญาณที่แพร่หลายมากในยุคก่อนการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

   สมถะภาวนาที่เข้าใจว่าเป็นเรื่องเอา “หินทับหญ้า” นั้น หมายถึงการทำสมาธิ ที่มีหลายรูปแบบ ได้แก่ วิธีการมองลมหายใจ เพ่งกสิณ จนเข้าสู่ความสงบมากในระดับฌานที่เรียกว่า               อัปปนาสมาธิ  เมื่อสงบอยู่ในองค์ฌานแล้ว ก็จะเพลินอยู่กับความสงบนั้น สามารถนั่งได้นาน หลายๆชั่วโมงโดยไม่ขยับเขยื้อน ที่ทำได้เช่นนั้น เพราะพลังสมาธิได้กลบความเจ็บปวดของส่วนกายไว้หมด ไม่เพียงเท่านั้น พลังสมาธินั้นยังได้กลบความคิดต่างๆไม่ให้เข้ามาในใจด้วย ตรงนี้คือ ความหมายของคำว่า หินทับหญ้า  หญ้านี้หมายถึงความคิดทั้งหลายที่ยังมีกิเลสเกาะหมักหมมอยู่ อันเป็นต้นตอของปัญหาชีวิตที่ทำให้คนเราเป็นทุกข์  เมื่อเอาพลังสมาธิขององค์ฌานไปกดทับความคิดจึงเหมือนเอาหินไปทับหญ้าไว้ รากของต้นหญ้า(กิเลส)ไม่ตาย ยังคงงอกเงยได้ และเก็บอยู่ในส่วนก้นบึ้งของใจ (อนุสัย)

   หลังการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้น ท่านได้พบสภาวะดับทุกข์เข้าถึงพระนิพพาน ท่านจึงรู้ว่า การดับทุกข์จะต้องเกิดจากเข้าใจการทำงานของความคิดมนุษย์ เมื่อเข้าใจแล้ว ก็จะสามารถปล่อยวางความคิดที่มีกิเลสแทรกอยู่ได้  จึงเท่ากับปล่อยวางปัญหาที่ก่อให้เกิดทุกข์  พระบรมศาสดาจึงสอนวิชาใหม่เอี่ยมที่ไม่เคยมีใครสอนมาก่อนในอินเดียยุคนั้น นั่นคือ สติปัฏฐานสี่ หรือ วิปัสสนา ซึ่งเป็นทางสายเอก สายตรงที่จะช่วยให้ผู้ฝึกฝนสามารถเข้าใจการทำงานของความคิด จนนำไปสู่การปล่อยวางความคิดที่มีกิเลสแฝงอยู่ และหลุดพ้นจากความทุกข์ถึงพระนิพพานได้ในที่สุด นี่เป็นความรู้ที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อนหน้านั้น เป็นความรู้ที่จะช่วย “ถอนรากถอนโคน” ความคิดเพื่อนำไปสู่การพ้นทุกข์ได้ มิใช่เพียงเอาหินมาทับหญ้าไว้เท่านั้น  ความทุกข์จึงไม่หมด ต่างจากการถอนรากถอนโคนต้นหญ้า (ความคิด) ให้ออกหมด จึงดับทุกข์ได้อย่างแท้จริง

   พระพุทธเจ้าจึงวางขั้นตอนให้พุทธสาวก ฝึกฝนสติปัฏฐานสี่  โดยเริ่มจากการเอา “ตาแห่งสติ” (ตาใจ ธาตุรู้ วิญญาณธาตุ) มาตรึงไว้ที่ฐานกายและเวทนาก่อน  อันมี ลมหายใจ การเคลื่อนไหว และความรู้สึกส่วนกาย นี่เป็นขั้นตอนการลับ “ตาแห่งสติ” หรือ “สายตาใจ” ให้คมชัดก่อน เพื่อจะได้เอาตาใจที่คมชัดนี้ไปเฝ้าดูการทำงานของความคิด (เจอรี่) ซึ่งมีธรรมชาติของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปที่เร็วมาก หากไม่ลับ “สายตาใจ” ให้คมชัดโดยฝึกสองฐานแรกแล้วละก็ จะมองไม่เห็นการเข้าๆออกๆของความคิด ขั้นตอนนี้เรียกว่า จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นขั้นตอนที่ยาวนานพอสมควร ขึ้นอยู่กับบารมีของแต่ละคน ใครมีบารมีมาก ก็เห็นความคิดเข้าออกได้เร็ว เข้าใจได้เร็ว ถึงขนาดทำตอนเช้าก็จะเห็นผลตอนเย็น  ใครมีบารมีน้อย ก็อาจจะต้องเฝ้าดูไปทั้งชาติ  ผู้ปฏิบัติจะต้องเฝ้าดูการทำงานของความคิดตลอดเวลาตั้งแต่เริ่มรู้สึกตัวตื่นจนกระทั่งหลับสนิท การฝึกในขั้นตอนนี้เปรียบเหมือนตัวใจ (ตาแห่งสติ) นั่งอยู่ที่ชานชาลาสถานีรถไฟและต้องนั่งเฝ้าดูรถไฟแห่งความคิดที่เข้าๆออกๆ สถานีโดยที่ไม่กระโดดขึ้นรถไฟของความคิด                       

   แม้กระโดดขึ้น ก็ต้องอย่าให้มันลากไปนาน ต้องรีบกระโดดลงรถไฟ เช่น หากขึ้นรถไฟความคิดที่หัวลำโพง ก็อย่าให้เลยไปถึง อยุธยา ลพบุรี ควรรีบลงแถว สามเสน บางซื่อ หรือดอนเมือง ต่างจากคนเดินถนนทั่วไปที่เมื่อกระโดดขึ้นรถไฟความคิดแล้ว ก็จะนั่งไปถึงเชียงใหม่เลย แล้วจึงถูกไล่ลงด้วยกฎอนิจจัง ใครที่กระโดดขึ้นรถไฟความคิดแล้ว  ความคิดจะกลืนธาตุรู้หรือตัวใจของเราไป จะติดและหลงทางอยู่ในโลกมายาของความคิด  ทำให้เป็นทุกข์

   การฝึกฝน “ดูความคิด” เช่นนี้จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติค่อยๆเกิดปัญญา เริ่มเข้าใจว่า ความคิดมีธรรมชาติที่เป็นมายาอย่างไร สามารถหลอกลวงเจ้าของความคิดมากมายเพียงใด และเข้าใจสาเหตุการเกิดทุกข์ อันเป็นผลจากการยึดติดในความคิดของตนเอง  เมื่อตาแห่งสติหรือสายตาใจยิ่งคมชัด การไล่จับความคิดก็จะยิ่งไวและเก่งมากขึ้นเท่านั้น ทำให้ผู้ฝึกฝนสามารถเห็นทุกความคิดที่เข้าออกได้เร็วขึ้น ไม่เปิดโอกาสให้ความคิดเกาะติดตัวใจ (ธาตุรู้ หรือ วิญญาณธาตุ) นานเกินควร นั่นคือไม่ถูกความคิดของตนเองหลอกลวงเอา หรือ ตัวใจไม่เข้าไปหลงทางอยู่ในป่าดงดิบของความคิดตนเอง การรู้เท่าทันความคิดเช่นนี้จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติมีนิสัยที่ไม่ติดความคิด จะคิดสั้นๆเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เวลานอกนั้น ก็จะสามารถอยู่กับฐานของสัมมาสติอันมีลมหายใจ การเคลื่อนไหว และความรู้สึกส่วนกาย การปฏิบัติเช่นนี้ คือ การถอนรากถอนโคนความคิดออก เป็นวิธีการโดยตรงที่จะช่วยให้ความทุกข์ใจน้อยลง จนถึงขั้นหลุดพ้นจากความทุกข์ ถึงนิพพานได้

   นี่จึงเป็นคำตอบ ของโจทย์ ที่ว่าทำไมเด็กอายุ ๑๖ปี จึงไม่เห็นความเจ็บของตัวกาย ในขณะที่ทั้งตบและตีตนเอง แต่กลับรู้สึกเจ็บปวดภายในท้อง อธิบายได้ว่า ความคิดอันเป็นที่หมักหมมของกิเลสทั้งหลายซึ่งเปรียบเหมือนต้นหญ้าได้ถูกกดทับไว้ด้วยพลังแห่งสมาธิ เมื่อดิฉันพยายามนำให้ทำวิปัสสนาโดยการตบๆตีๆตัวกายเพื่อผลักให้ธาตุรู้ (ตาแห่งสติ) มาตรึงอยู่ที่ฐานของสติอันคือความเจ็บของตัวกายนั้น ทำให้พลังสมาธิที่กดทับความคิดที่หมักหมมทับถมอยู่ในใจเป็นเวลานาน นั้นอ่อนกำลังลง ส่งผลถึงส่วนกายด้วย จึงสัมผัสถึงความเจ็บปวดที่เหมือนจะระเบิดออกมา  จะแก้ได้ด้วยการหยุดทำสมาธิแบบหลับตา เพื่อจะได้ไม่เพิ่มพลังสมาธิให้มากกว่านี้ ถอนระดับสมาธิมาอยู่ที่ระดับช่วงขณะ (ขณิกะสมาธิ) คือให้รู้ตัวอยู่กับลมหายใจและการเคลื่อนไหว ในขณะที่กำลังทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน หรือ รักษาระดับสมาธิกลางๆ (อุปจาระสมาธิ) อันคือ เทคนิคที่ดิฉันสอนในห้องอบรมธรรมที่จุฬาฯ โดยให้ผู้ปฏิบัติมีสติอยู่กับฐานในขณะที่มีการเคลื่อนไหว เช่น ลูบต้นขา ตบ ตี ตั้งแต่ใบหน้าถึงต้นขา เคลื่อนลูกประคำ เคาะนิ้ว เป็นต้น เทคนิคการฝึกวิปัสสนาเช่นนี้จะยังเปิดโอกาสให้เห็นความคิดเข้าออกในหัวได้ สมาธิจะไม่ลึกเกินไปจนกลบความคิดเสียหมด เพื่อจะได้ฝึกฝนจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน การฝึกฝนในขั้นตอนนี้ในห้องอบรมธรรม  ดิฉันจึงมักสร้างผัสสะในเรื่องเสียง ไม่ว่าจะเป็นการตีฉิ่งฉับดังๆโดยที่นักศึกษาไม่รู้ตัว หรือเปิดเพลงให้ผู้เข้าอบรมฟัง เพื่อต้องการเชื้อเชิญให้ความคิด (เจอรี่) เข้ามาในบ้านของใจ เพื่อให้เห็นอาการที่ “เจอรี่ข่วนตัวใจ” เทคนิคเช่นนี้จะช่วยให้ผู้เข้าอบรมเห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ของความคิดในขณะนั้นๆได้อย่างชัดเจน เห็นสภาวะที่ “ตัวใจถูกข่วน” และเห็นอาการที่ตัวใจถูกความคิดตนเองหลอกเอาได้  นี่เป็นขั้นตอนที่เฝ้าดูความคิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ เพื่อการเข้าใจและปล่อยวาง ถอนรากถอนโคนความคิดได้ในที่สุด[1]

   ใครที่รู้ตัวว่ากำลังติดความสงบของสมถะภาวนาจึงต้องระวังอย่างยิ่ง รีบแก้ไข ต้องรู้ว่า นั่นมิใช่หนทางแห่งการหลุดพ้นจากความทุกข์ มิใช่ทางสายตรงที่จะไปนิพพานได้ หากตายไป ก็จะต้องไปเสียเวลาอยู่ในพรหมโลกอีกนานมาก ครั้นกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก อาจจะไม่ได้พบพระพุทธศาสนาก็เป็นได้ ทำให้เสียชาติเกิด เพราะไม่มีผู้รู้จริงที่จะสอนวิธีแหกคุกชีวิตไปนิพพาน จึงต้องจำนนต่อการเป็น “นักโทษคุกชีวิต” เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏ (คุกชีวิต) นี้ต่อไป อย่างไม่มีวันสิ้นสุด


[1] ท่านผู้อ่านสามารถดูคลิปวีดีโอการสอนในห้องอบรมของศุภวรรณ กรีนได้ในยูทูป[:]